หมายศาลจะถูกส่งไปตามเลขหมายของทะเบียนบ้าน
โดยไปรษณีย์จะเป็นคนส่งให้คุณ โดยจะนำไปไว้ในกล่องจดหมายหรือเสียบไว้ที่ประตูบ้าน
ไม่ต้องตกใจ หรือเอาไปทิ้งแล้วอ้างว่าไม่ได้รับหมายศาลเด็ดขาด
สิ่งที่คุณควรจะทำก็คือ
- ให้ตรวจสอบรายละเอียดของหมายศาลว่าจะฟ้องที่ศาลไหน กำหนดวันขึ้นศาลเมื่อไร?
- ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับยอดหนี้ของคุณที่ทางเจ้าหนี้ยื่นฟ้องว่าเป็นมูลหนี้เท่าไหร่
เงินต้นเท่าไร ยอดฟ้อง+ดอกเบี้ยเป็นเงินกี่บาท?
- ตรวจสอบดูว่าทางเจ้าหนี้ฟ้องเกินอายุความหรือไม่ นั่นคือบัตรเครดิตอายุความ
2 ปี สินเชื่อ 5 ปี นับจากวันชำระครั้งสุดท้าย
- พิจารณาว่าจะสู้คดีอย่างไรหรือจะต่อรองกับเจ้าหนี้อย่างไร?
กรณีบัตรเครดิต
หลังจากตรวจสอบรายละเอียดของหมายศาลแล้ว คุณต้องกำหนดจุดยืนในการชำระหนี้ตัวนี้ว่า
คุณต้องการเลือกวิธีแก้ปัญหาหนี้อย่างไรดี เช่น
1). อาจจะเอาหมายศาลไปให้ทนายช่วยดูว่าก่อนก็ได้ว่าเราจะมีข้อต่อสู้อะไรได้บ้าง
ในกรณีที่เราต้องการระยะเวลาในการเก็บเงิน ก็คือให้ทนายยื่นคำให้การ
2).จะไปไกล่เกลี่ยในวันที่ศาลนัดเลย โดยขอผ่อนชำระ เป็นงวด และขอให้หยุดดอกเบี้ยระหว่างชำระหนี้
ขอให้ทำบันทึกโจทก์-จำเลยที่ศาล ระบุจำนวนงวดที่ชำระ และการชำระเงินก็ต้องจ่ายเข้าบัญชีเจ้าหนี้เท่านั้น
หมายเหตุ การผ่อนชำระงวดมีตั้งแต่ 6-60
งวด ขึ้นอยู่กับยอดหนี้มากหรือน้อย และการมีการผ่อนแบบขั้นบันได คือ
ค่างวดอาจจะเพิ่มขึ้นในปี 2 จนครบจำนวนงวดก็ได้
3). หากคุณต้องการให้อายัดเงินเดือน คุณมีทรัพย์สินที่เจ้าหนี้สามารถอายัดได้หรือไหม
เช่น รถยนต์ บ้าน เงินในบัญชีต่างๆ ที่ฝากสะสมไว้ก็ต้องพึ่งระวัง ไม่ใช่ว่าฟ้องแล้วไม่จ่ายเจ้าหนี้เขาจะอายัดเงินเดือนอย่างเดียว
หากคุณไม่มีทรัพย์สินเจ้าหนี้ก็จะมองที่เงินเดือน การอายัดเงินเดือน
ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหนี้รายแรกที่ฟ้องเสมอไป หากเจ้าหนี้รายแรกคุณขอไกล่เกลี่ยที่ศาลตาม
ข้อ 2 แล้ว มีเจ้าหนี้รายที่ 2 มาฟ้อง หากคุณไม่มีเงินชำระหนี้ คุณก็สามารถปล่อยให้เจ้าหนี้รายที่
2 จนถึงรายสุดท้าย อายัดเงินเดือนได้เช่นกัน
อีกส่วนที่สนใจก็คือหากยอดหนี้ฟ้องเป็นจำนวน 100,000 บาทขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตหรือสินเชื่อ
แต่ถ้าเป็นสินเชื่ออย่าลืม หากยื่นคำให้การต่อสู้หนี้ยังมีโอกาสลดลงได้สูงมาก
หากเป็นหนี้บัตรเครดิตถึงแม้ว่าจะได้ลดไม่มาก แต่คุณก็ยังสามารถเจรจาต่อรองจ่ายชำระในอัตราที่ต่ำกว่า
เช่น สมมุติหากจะต้องโดนอายัดเงินเดือน 30 เปอร์เซ็นแล้วประมาณ 3,000
บาท ต่อเดือน คุณสามารถเจรจาขอชำระต่องวด 2,000 บาท
4). เตรียมคำให้การกับศาล นั่นก็คือการทำข้อมูลแก้ต่างตามที่เจ้าหนี้ยื่นฟ้องเรามาว่าเรานั่นเอง
โดยให้ทนายยื่นคำให้การต่อสู้ในศาล เพราะคุณจะสามารถยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอีกประมาณ
6 เดือน - 1 ปี จะได้มีระยะเวลาเก็บเงิน และกลับมาเจรจาไกล่เกลี่ยได้อีกครั้งในนัดที่
2 ยอดหนี้จะลดลงด้วย
กรณีสินเชื่อส่วนบุคคล
เมื่อถูกฟ้องในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล คุณจะต้องกำหนดจุดยืนในการชำระหนี้ตัวนี้ว่า
จะเลือกวิธีแก้ปัญหา
ควรนำหมายศาลไปให้ทนายแต่งคำให้การ กรณีที่ยอดหนี้สูง เพราะสินเชื่อบุคคลจะมีค่าธรรมเนียม
ดอกเบี้ย ค่าปรับ ซึ่งในทางกฎหมาย ถือว่าพวกนี้เป็นดอกเบี้ย และการผ่อนชำระงวดแรกก็ไปตัดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่ได้นำไปตัดเงินต้น
ทำให้ลูกหนี้รู้สึกว่าเมื่อชำระหนี้ไปแล้วหนี้ยังคงค้างอยู่สูง แต่หากกรณีที่ยอดหนี้ไม่สูงนักก็ยังสามารถเลือกใช้วิธีการตามข้อ
2 จนถึงข้อ 4 แบบคดีบัตรเครดิตได้เช่นกัน
การยื่นคำให้การต่อสู้ของสินเชื่อจะต่อสู้เรื่องดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจะสูงและมีค่าปรับ/ค่าธรรมเนียม
ซึ่งจริงแล้วกฎหมายให้ถือว่าเป็นการคิดดอกเบี้ย แต่เมื่อค่าต่างๆ รวมกันแล้วก็จะเกินว่าในสัญญาออกไป
ส่วนบัตรเครดิตจริงๆว่าอัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่จะค่อนข้างถูกต้อง แต่เมื่อมีค่าปรับเข้ามาร่วมด้วยก็จะทำให้ดอกเบี้ยสูงๆ
เกินออกไปบ้าง ฉะนั้นการยื่นคำให้การต่อสู้ก็เพื่อขอระยะในการเวลาในเก็บเงินหรือมีเวลาในการเตรียมตัวระยะหนึ่งเท่านั้น
อายุความสินเชื่อบุคคลนาน 5 ปี ส่วนใหญ่เจ้าหนี้จึงไม่ค่อยรีบฟ้อง
ฉะนั้นลูกหนี้จึงควรเก็บเงินไว้ชำระหนี้ด้วย และหากชำระหนี้ไหวก็ควรชำระหนี้ยอดน้อยให้หมดก่อน
หรือหากหยุดก็ควรหยุดในกรณีที่จำเป็นจริงๆ
ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเองในอนาคต การชำระหนี้ของแต่ละคนเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องไตร่ตรองและเลือกวิธีชำระหนี้ด้วยตัวคุณเอง
ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ประสบอยู่ เพื่อให้ครอบครัวของคุณอยู่รอด
และให้มองที่อนาคต "อย่าออกจากงานเพื่อหนีปัญหาหนี้"
4. คุณสามารถเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อปิดบัญชีหนี้ก่อนขึ้นศาลได้ กรณีที่คุณมีเงินก้อนที่เก็บไว้เมื่อคุณหยุดชำระหนี้
หากคุณสามารถนำเงินก้อนมาปิดได้ก็ควรทำ ในกรณีนี้เราเรียกว่า "การ
HAIR CUT" แต่ก็ต้องให้เจ้าหนี้ / สนง.ออกจดหมายยืนยันการปรับลดยอดหนี้และระบุวันที่ชำระหนี้
หลังจากนั้นก็ให้แบงค์ออกหนังสือยืนยันปิดยอดหนี้ให้เป็น 0 แต่จะต้องได้รับจดหมายยืนยันการปรับลดยอดหนี้
ก่อนที่จะชำระหนี้
สำหรับอัตราส่วนลดโดยทั่วไปก็มีตั้งแต่ 20 %, 30% ,50% ถึง 60 % ของยอดหนี้เดิมที่มีดอกเบี้ยบวกไปเรียบร้อยแล้ว
การชำระหนี้จะผ่อนชำระ เป็นงวด และขอให้หยุดดอกเบี้ยระหว่างชำระหนี้
ไม่มีการจ่ายเข้าบัญชี สนง.ติดตามหนี้ ควรไปจ่ายที่เคาน์เตอร์ของเจ้าหนี้โดยตรง
สิ่งสำคัญที่สุดที่ลูกหนี้ควรจะทำก็คือควรจะไปศาลในวันนัด เพราะไม่เช่นนั้น
ศาลจะตัดสินคดีในวันนั้นเลย และคุณจะไม่มีโอกาสได้ต่อรองเพื่อลดหย่อนหนี้ของคุณเลย
การขึ้นศาลเป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว ถึงแม้มันทำให้ คุณกลัวและตื่นเต้นบ้าง
แต่หลังจากผ่านมันไปได้ ทุกอย่างก็โอเค แต่คุณต้องผ่านมันไปให้ได้
นั่นคือสิ่งที่คุณต้องทำ
ข้อมูลจาก ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อนส่วนบุคคล
|