ข้อดีก็คือ
ยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไป ในกรณีที่ไม่สามารถชำระได้ตามข้อสัญญาครั้งแรก
และเป็นการรวมหนี้ บางแบงค์/เจ้าหนี้ อาจจะรวมมีข้อเสนอว่าจะรวมหนี้
บัตรเครดิต+สินเชื่อบุคคล มาเป็นหนี้ยอดเดียวกัน
และคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่าเดิมเช่น อาจจะ 12 เปอร์เซ็นต่อปี
ข้อเสีย ก็คือ
1. การทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้/แบงค์ จะยอดหนี้เดิมที่บวกดอกเบี้ย+ค่าปรับ+ค่าทวงถาม
มาแล้วในช่วงที่ลูกหนี้หยุดชำระหนี้ นำมาเป็นยอดหนี้ใหม่ และทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้
โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี คนที่ได้ประโยชน์ก็คือเจ้าหนี้
ไม่ต้องเอาเงินมาจ่ายเพิ่ม แต่เป็นการต่อยอดหนี้ให้กับลูกหนี้ออกไปอีก
2. การทำ หนี้บัตรเครดิต+สินเชื่อ มารวมกัน
กลายเป็นสัญญาฉบับใหม่ ตอนทำสัญญาก็ยังจ่ายไหว แต่พอสักระยะเกิดจ่ายไม่ไหว
สัญญาฉบับใหม่หนี้ เจ้าหนี้จะใช้ในการส่งฟ้อง ซึ่งโดยการฟ้องจะไม่ใช้สัญญาเก่าของหนี้แต่ละตัว
และทำให้พอถึงตอนถูกฟ้องลูกหนี้ไม่มีข้อต่อสู้ เนื่องจากเป็นสัญญาใหม่
และทำได้เพียงยื่นคำให้การต่อสู้เพื่อขอระยะเวลา และพอศาลนัดครั้งที่
2 ก็จะต้องไกล่เกลี่ย แต่ยอดหนี้ก็ไม่สามารถลดลงได้ เนื่องจากเจ้าหนี้ทำสัญญาใหม่ดอกเบี้ยต่ำ
ลูกหนี้จะหมดข้อต่อสู้
3. หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล มีอายุความต่างกัน
การคิดดอกเบี้ยก็อยู่ในอัตราที่ต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันเราก็ทราบกันดีอยู่
หากไม่มีเงินชำระหนี้ในกรณีที่มีหนี้หลายตัว ก็ไม่ควรปรับโครงสร้างหนี้
และหากจะปรับโครงสร้างหนี้ก็ควรจะเป็นเฉพาะนี้แต่ละตัวไป แต่เนื่องจากแบงค์/เจ้าหนี้ปัจจุบันจะปล่อยทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อ
เวลาเสนอปรับโครงสร้างหนี้ก็จะเสนอให้เห็นว่าคิดดอกเบี้ยต่ำ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่
อยากให้เพื่อนไตร่ตรองให้ดี ใช่ "มีหนี้ต้องชำระ" แต่อย่ายอมเสียเปรียบเจ้าหนี้
4. หากมีการฟ้องแล้วไปไกล่เกลี่ยที่ศาล และมีการตกลงชำระหนี้ตามที่ตกลงกันที่ศาล
และมีการบันทึก ก็ถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว หากไม่ชำระหนี้มีผลมาถึงการอายัดทรัพย์,
อายัดเงินเดือนเร็วขึ้น อยากให้เพื่อนๆ ไตร่ตรองก่อนตกลงไกล่เกลี่ย
จะต้องดูยอดหนี้ หากยอดหนี้สูง ควรยื่นคำให้การต่อสู้เพื่อจะได้ใช้ระยะเวลาในการเก็บเงิน
และสุดท้ายหนี้ก็ได้ชำระเช่นกัน
|